วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

รายงานการวิจัย






รายงานผลการวิจัย

เอกสารประกอบการสอนเรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

รายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์การเรียนชุมชนตำบลนาใน อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม

1 ชื่อปัญหาการวิจัย

เอกสารประกอบการสอนเรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

รายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์การเรียนชุมชนตำบลนาใน อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม

2. ความสำคัญของปัญหา

จากการจัดการเรียนการสอนวิชาเศรษฐกิจพอเพียง พบว่าผู้เรียนยังขาดความรู้ความเข้าใจ และไม่สามารถนำความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ จากสภาพปัญหาที่พบ ผู้วิจัยจึงได้สร้างเอกสารประกอบการสอนเรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมาแก้ปัญหา เนื้อหาสาระที่บรรจุในเอกสารประกอบการสอนมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทั้งทฤษฏีและปฏิบัติไปพร้อมๆกัน เอกสารประกอบการสอนเรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามทางแนวเศรษฐกิจพอเพียงนี้ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะความรู้ความเข้าใจสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นขั้นตอน ผู้เรียนสามารถนำประสบการณ์ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต นำไปประกอบอาชีพ ลดรายจ่าย สร้างรายได้ให้ตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้ สามารถดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

3. ปัญหาการวิจัย

การเรียนโดยใช้ เอกสารประกอบการสอนเรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนี้ จะช่วยให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสามารถคัดพันธุ์ข้าวสำหรับเก็บไว้ทำพันธุ์ได้

หรือไม่

4. วัตถุประสงค์ของการวิจัย

4.1. เพื่อสร้างเอกสารประกอบการสอนเรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

4.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. ได้เอกสารประกอบการสอนเรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์การเรียนชุมชนตำบลนาใน ที่มีประสิทธิภาพ

2. นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์การเรียนชุมชนตำบลนาใน มีความสามารถในการเรียนรู้การปฏิบัติเรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง ได้ดีขึ้น

3. นักศึกษามึความพึงพอใจที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการสอนเรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

4. เป็นแนวทางในการพัฒนาครู พัฒนาผู้เรียน และผู้สนใจศึกษาสำหรับนำไปสร้างนวัตกรรม

6. วิธีการดำเนินการวิจัย

6.1 ประชากร/กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา
ประชากร คือ นักศึกษาระดับมัธมศึกษาตอนต้น ศูนย์การเรียนชุมชนตำบลนาใน วิธีเรียนพบกลุ่ม ที่ลงทะเบียนเรียน วิชาเศรษฐกิจพอเพียง ภาคเรียนที่ 1/2553 จำนวน 26 คน

กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์การเรียนชุมชนตำบลนาใน วิธีเรียนพบกลุ่ม ที่ลงทะเบียนเรียน วิชาเศรษฐกิจพอเพียง ภาคเรียนที่ 1/2553 จำนวน 15 คน ที่มีปัญหาในการเรียนรู้ โดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง

6.2 เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย

ก. เครื่องมือในการแก้ปัญหา/แนวทางแก้ปัญหา
1. เอกสารประกอบการสอนเรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

วิธีการสร้างเอกสารประกอบการสอน มีขั้นตอนดังนี้

1.1. ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน เอกสารการคัดพันธุ์ข้าว ตำราการปลูกข้าว หลักสูตรรายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง

1.2. ออกแบบและสร้างเอกสารประกอบการสอน โดยผู้วิจัยได้นำเอาความรู้และประสบการณ์ที่ผู้วิจัยได้รับการฝึกอบรม หลักสูตรการพัฒนากสิกรรมธรรมชาติสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง “ จากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี ศึกษาดูงานที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จ. นครนายก สถาบันพัฒนาการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์สุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี และอีกหลายแห่งที่เป็นตัวอย่างของเกษตรกรที่ทำการคัดพันธุ์ข้าวจากข้าวกล้องจนสามารถมีพันธุ์ข้าวที่ดี มีคุณภาพสำหรับเก็บไว้เพาะปลูกเอง ผู้วิจัยได้นำเอาความรู้และประสบการณ์ดังกล่าวมาผนวกเข้าการศึกษาตำราและค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากอินเตอร์เน็ต รวบรวมข้อมูลที่ได้มาออกแบบสร้างป็นเอกสารประกอบการสอน

1.3. ตรวจสอบความถูกต้องความเหมาะสมเบื้องต้นของเอกสารประกอบการสอนโดยผู้เชี่ยวชาญ

1.4. ปรับปรุงแก้ไข ก่อนนำไปใช้กับนักศึกษา

2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

วิธีการสร้างแบบทดสอบ มีขั้นตอนดังนี้

2.1. ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน เอกสารการคัดพันธุ์ข้าว ตำราการปลูกข้าว หลักสูตรรายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง

2.2. วิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้/ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

2.3. สร้างแบบทดสอบ เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก

2.4. ตรวจสอบความเที่ยงตรงในเนื้อหาของแบบทดสอบ โดยผู้เชี่ยวชาญ

2.5. ปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไปใช้กับนักศึกษา

ข. เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล
- แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

6.3 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้เอกสารประกอบการสอน แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์การเรียนชุมชนตำบล นาใน ขั้นตอนการเก็บข้อมูลดังนี้

1.ให้นักศึกษาทำแบบทดสอบก่อนเรียนวัดความรู้สามารถในการคัดพันธุ์ข้าว

2.ให้นักศึกษาศึกษาความรู้ในเอกสารประกอบการสอนเรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

3. ให้นักศึกษาทำกิจกรรมท้ายบทและแบบทดสอบหลังเรียนวัดความรู้ความสามารถในการคัดพันธุ์ข้าวหลังการใช้เอกสารประกอบการสอน

7. การวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนแล้วหา ค่าร้อยละเปรียบเทียบความก้าวหน้าในการใช้เอกสารประกอบการสอน

ตารางเปรียบเทียบ

ผลการใช้เอกสารประกอบการสอน

เรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงก่อนเรียนและหลังเรียน ( N=15 )

นักศึกษาคนที่

คะแนนก่อนเรียน

(x1)

คะแนนหลังเรียน

(x2)

คะแนนความก้าวหน้า

( x1-x2)

ร้อยละของความก้าวหน้า

1

8

18

+10

+50

2

8

20

+12

+60

3

12

20

+8

+40

4

9

20

+11

+55

5

7

18

+11

+55

6

9

20

+11

+55

7

13

20

+7

+35

8

10

18

+8

+40

9

9

19

+10

+50

10

13

20

+7

+35

11

12

20

+8

+40

12

7

18

+11

+55

13

15

20

+5

+25

14

10

20

+10

+50

15

10

18

+8

+40

คะแนนรวม

152

289

+137

+685

คะแนนเฉลี่ย

10.13

19.27

9.13

45.70

กำหนดเกณฑ์การแปรผลความก้าวของผู้เรียนรู้ หรือผลการพัฒนาไว้ที่ร้อยละ 20 ขึ้นไป

8. ผลการวิจัย

1. จากการนำเอกสารประกอบการสอนเรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง รายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มาทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง พบว่านักศึกษามีความพึงพอใจในเอกสารประกอบการสอนเรื่องเทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง รายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการสังเกต การสอบถามขณะที่นักศึกษา ทำการศึกษาเนื้อหาและปฏิบัติกิจกรรมด้วยความตั้งใจและมีการซักถามผู้สอนในเนื้อหาที่ไม่เข้าใจ

2. จากตารางเปรียบเทียบผลการใช้เอกสารประกอบการสอน พบว่าโดยภาพรวมคะแนนเฉลี่ยก่อนทดลองใช้เอกสารประกอบการสอนเท่ากับ 10.13 คะแนนเฉลี่ยหลังใช้เอกสารประกอบการสอนเท่ากับ 19.27 นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 9.13 เมื่อพิจารณาเป็นรายบุคคลพบว่านักศึกษา มีคะแนนความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นทุกคน แสดงให้เห็นว่า หลังจากทดลองใช้เอกสารประกอบการสอน นักศึกษาพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้สูงขึ้นกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ( ร้อยละ 20) คิดเป็น ร้อยละของความก้าวหน้า 45.70 และนักศึกษาที่มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ( ร้อยละ 20 )นั้น

มีจำนวนมากกว่า 50% ของนักศึกษาทั้งหมด

9. การสะท้อนผลการวิจัย

1. งานวิจัยและผลการวิจัยเรื่องนี้ เป็นความภาคภูมิใจของผู้วิจัยที่สามารถพัฒนาการเรียนรู้เทคนิคการคัดพันธุ์ข้าวนักศึกษาได้สูงขึ้น

2. เมื่อนำผลการวิจัยนี้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครู อาจารย์ปานจิตต์ จะรคร และ อาจารย์ไกทอง มุดผากิตติเดช ได้ให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้วิจัยว่าควรนำนวัตกรรมไปใช้กับนักศึกษาศูนย์การเรียนอื่น เป็นการเผยแพร่ความรู้และพัฒนาทักษะการคัดพันธุ์ข้าว เพื่อนำไปปฏิบัติใช้ในการดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

3. นักศึกษาได้ให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้วิจัยว่าควรเพิ่มเวลาในการศึกษาและปฏิบัติการคัดพันธุ์ข้าวให้มากขึ้นกว่าเดิม ควรมีตัวอย่างต้นกล้าที่เพาะจากข้าวกล้องที่ได้จากการคัดพันธุ์

10. แผนพัฒนางานวิจัย

ผู้วิจัยจะวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำมาพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

บรรณานุกรม

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕

วารสารเกษตรธรรมชาติ ฉบับที่ 9/2550 หน้า 61-63

ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต

http://www.sathai.org / มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย )

http://www.ngos.gotoknow.org ( 16 กรกฎาคม 2553 )

http://Kaset porpeang.com ( 16 กรกฏาคม 2553 )

http://Suan Dusit.Cuisine.Com ( 18 กรกฏาคม 2553 )

ที่ปรึกษางานวิจัย

1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เบญจวรรณ รอดแก้ว

ประธานสาขาวัดผลและวิจัยการศึกษา, มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร

2. นายชำนาญ วันแก้ว ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน.จังหวัดนครพนม

3. นายภักดี คงปาน ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอโพนสวรรค์

4. นางสาวบุศลิน ช่างสลัก ครูชำนาญการพิเศษ สำนักงาน กศน.จังหวัดนครพนม

5. นางอภิรดี วันแก้ว ครูชำนาญการพิเศษ กศน.อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม

6. นางวิจิตรา ลีสี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนม

ผู้วิจัย

นางสาวกันตินันท์ ลีสี ครูศูนย์การเรียนชุมชน ตำบลนาใน

กศน.อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม


วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553

powerpoint รายงานผลการวิจัย

ดาวน์โหลดตรงนี้
การนำเสนอผลงานการวิจัยเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2553 ณ ห้องประชุมสำนักงากศน.อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

รายงานผลการวิจัย

ผลการทดลองใช้แบบฝึกการอ่านภาษาไทย โดยการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่าน
ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์การเรียนชุมชน ตำบลโพนบก
อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม

รายงานผลการวิจัย

ผลการทดลองใช้แบบฝึกการอ่านภาษาไทย โดยการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่าน
ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์การเรียนชุมชน ตำบลโพนบก
อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม



นางสาวกันตินันท์ ลีสี
ครูศูนย์การเรียนชุมชนบ้านเหล่าบะดา ตำบลโพนบก
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอโพนสวรรค์
จังหวัดนครพนม


รายงานผลการวิจัย
ผลการทดลองใช้แบบฝึกการอ่านภาษาไทย โดยการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่าน
ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์การเรียนชุมชน ตำบลโพนบก
อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม


1 ชื่อปัญหาการวิจัย
การพัฒนาการอ่านภาษาไทย โดยการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์การเรียนชุมชน ตำบลโพนบก อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม
2. ความสำคัญของปัญหา
ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ เป็นเครื่องมือที่คนไทยใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เป็นสื่อในการสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
ภาษาไทยเป็นวิชาในการหลักสูตรกลุ่มวิชาพื้นฐานที่กำหนดให้นักศึกษาต้องเรียน เพื่อให้นักศึกษามีความรู้และมีทักษะในการใช้ภาษาไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ปลูกจิตสำนึกให้ภาคภูมิใจในภาษาไทย
การอ่านภาษาไทย เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกปฎิบัติ คิดเป็น ทำเป็น วิเคราะห์นำมาใช้พัฒนาตนเอง และพัฒนาประเทศ เพราะการอ่าน คือหัวใจของการพัฒนาทักษะทางภาษาในทุกๆด้าน
3. ปัญหาการวิจัย
การเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน จะช่วยให้นักศึกษาที่อ่านไม่ออก ไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สูงขึ้นได้หรือไม่

4. วัตถุประสงค์
4.1 เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาไทย
4.2 นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาไทย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
- มีแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาไทยระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีประสิทธิภาพ

6. วิธีการดำเนินการวิจัย/วิธีการดำเนินการแก้ปัญหา
6.1 ประชากร/กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา
ประชากร คือ นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น วิธีเรียนพบกลุ่มที่ลงทะเบียนเรียน ภาคเรียนที่ 2/2552 หมวดวิชาภาษาไทย จำนวน 42 คน
กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น วิธีเรียนพบกลุ่มที่ลงทะเบียนเรียน ภาคเรียนที่ 2/2552 หมวดวิชาภาษาไทย ภาคเรียนที่ 2/2552 จำนวน 15 คน
6.2 เครื่องมือที่ใช้
ก. เครื่องมือในการแก้ปัญหา/แนวทางแก้ปัญหา
- แบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทย
ข. เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล
- แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
6.3 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
- ผู้วิจัยเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
เก็บรวบรวมข้อมูลจาก นักศึกษา กศน.ตำบลท่าค้อ จำนวน 15 คน
6.4 สถิติที่ใช้และวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
- ค่าเฉลี่ย
- ค่าร้อยละ
7. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
1.1 คะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้าในการทดลองใช้แบบฝึกการอ่าน
ตารางที่ 1 ค่าสถิติพื้นฐานความสามารถในการอ่านของ นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์การเรียนชุมชน ตำบลโพนบก
คน จากการทดสอบ 2 ครั้ง (คะแนนเต็ม 10 คะแนน)



การวิเคราะห์ข้อมูล
เปรียบเทียบผลก่อนเรียนและหลังเรียน ( N=15 )

นักศึกษาคนที่ คะแนนก่อนเรียน
(x1) คะแนนหลังเรียน
(x2) คะแนนความก้าวหน้า
( x1-x2)
1 4 8 +4
2 4 7 +3
3 4 8 +4
4 5 9 +4
5 4 7 +3
6 4 7 +3
7 3 8 +5
8 4 8 +4
9 4 8 +4
10 3 7 +4
11 3 8 +5
12 4 8 +4
13 4 9 +5
14 3 8 +5
15 4 8 +4
คะแนนรวม 57 116 +59
คะแนนเฉลี่ย 3.80 7.73 3.93

กำหนดการแปรผลความก้าวของผู้เรียนรู้ หรือผลการพัฒนาไว้ที่ร้อยละ 20 หรือ 25 ขึ้นไป




ร้อยความก้าวหน้า = 7.73-3.80 ×100 = 39.30
10

จากตาราง พบว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนทดลองใช้แบบฝึกเท่ากับ 3.80 คะแนน เฉลี่ยหลังใช้แบบฝึกเท่ากับ 7.73ดังนั้นนักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3.93 แสดงให้เห็นว่า หลังจากทดลองใช้แบบฝึกการอ่าน นักศึกษาพัฒนาความสามารถในการอ่านสูงขึ้นกว่าเดิมคิดเป็นร้อยละของความก้าวหน้า 39.30
8. การสะท้อนผลการวิจัย
8.1 แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สามารถพัฒนาการอ่านของนักศึกษาได้สูงขึ้นเนื้อหามีความเหมาะสม ครอบคลุม เข้าใจง่าย ท้าทายความสามารถของนักศึกษา
8.2 นักศึกษาควรได้รับการส่งเสริม หรือได้รับการพัฒนาความสามารถในการอ่านอย่างต่อเนื่อง
8.3 นักศึกษาที่มีข้อบกพร่อง หรือความก้าวหน้าช้าต้องให้เวลาการฝึกเพิ่มขึ้น
8.4 นำแนวทางในการพัฒนาความสามารถในการอ่านของนักศึกษาไปใช้กับสภาพปัญหาอื่น ๆที่คล้ายกัน

แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ


แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ
หมวดวิชาภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ
หมวดวิชาภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
หลักและวิธีการอ่านจับใจความสำคัญ

นางสาวกันตินันท์ ลีสี
ครูศูนย์การเรียนชุมชน
ศูนย์การเรียนชุมชนบ้านเหล่าบะดา ตำบลโพนบก
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอโพนสวรรค์
จังหวัดนครพนม

คำนำ

แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญเพื่อพัฒนาการอ่าน หมวดวิชาภาษาไทยสำหรับนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หลักและวิธีการอ่านจับใจความสำคัญได้จัดขึ้นเพื่อใช้ในการฝึกทักษะ ด้านการอ่านจับใจความสำคัญซึ่งจะทำให้นักศึกษาสามารถจับใจความสำคัญจากงานเขียนได้แม่นยำ สามารถอ่านแล้วนำความรู้ ความคิด และประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งด้านการเรียนและการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันก็ยังทำให้นักศึกษามีความสุข สนุกสนาน เพลิดเพลิน เสริมสร้างนิสัยรักการอ่าน และมีความภูมิใจในผลงานของตนเอง นอกจากนักศึกษาจะได้นำไปฝึกทักษะแล้ว ครูผู้สอนสามารถนำไปใช้ทบทวนเนื้อหาที่นักศึกษาได้เรียนไปแล้ว และใช้สอนซ่อมเสริมนักศึกษาที่มีความบกพร่องในทักษะการอ่านด้วย
หวังว่าแบบฝึกทักษะหลักและกลวิธีการอ่านจับใจความสำคัญนี้ คงเอื้อประโยชน์แก่นักศึกษา ครูผู้สอน และผู้ที่สนใจได้เป็นอย่างดี

นางสาวกันตินันท์ ลีสี
ครูศูนย์การเรียนชุมชนบ้านเหล่าบะดา ตำบลโพนบก
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอโพนสวรรค์จังหวัดนครพนม

สารบัญ

เรื่อง หน้า
คำนำ ก
คำชี้แจง ๑
แบบฝึกหลักและวิธีการอ่านจับใจความสำคัญ ๓
แบบทดสอบก่อนเรียน ๕
ใบความรู้ ๙
แบบฝึกหัดที่ ๑ ๑๑
แบบฝึกหัดที่ ๒ ๑๒
แบบฝึกหัดที่ ๓ ๑๓


แบบทดสอบหลังเรียน ๑๖
ภาคผนวก ๑๘
เฉลยแบบทดสอบก่อน ๑๙
แนวการตอบ แบบฝึกหัดที่ ๑ – ๓ ๒0
เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน ๒๔

คำชี้แจง
แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญเพื่อพัฒนาการอ่าน หมวดวิชาภาษาไทย สำหรับนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เรื่อง หลักและวิธีการอ่านจับใจความสำคัญประกอบด้วยแบบฝึกหัดจำนวน ๓ ชุด โดยในเล่มประกอบด้วย
1. คำชี้แจง
2. แบบฝึกหลักและวิธีการอ่านจับใจความสำคัญ
3. แบบทดสอบก่อนเรียน
4.ใบความรู้
5. แบบฝึกหัดที่ ๑
6. แบบฝึกหัดที่ ๒
7. แบบฝึกหัดที่ ๓
8. แบบทดสอบหลังเรียน
9. ภาคผนวก
10. เฉลยแบบทดสอบก่อน
11. แนวการตอบ แบบฝึกหัดที่ ๑ – ๓
12. เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน

ส่วนประกอบของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญเพื่อพัฒนาการอ่าน

ส่วนที่ ๑ ประกอบด้วย
๑.๑ แบบฝึกหัด จำนวน ๓ ชุด
๑.๒ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน ๑๐ ข้อ
ส่วนที่ ๒ ประกอบด้วย
๒.๑ ภาคผนวก
๒.๑.๑ เฉลยแบบฝึกหัดและแนวการตอบแบบฝึกหัด
๒.๑.๒ เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
๒.๒ บรรณานุกรม

แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญเพื่อพัฒนาการอ่านใช้เป็นแบบฝึกทักษะการอ่าน
จับใจความสำคัญในหมวดวิชาภาษาไทยระดับมัธยมตอนต้น ชุดหลักและวิธีการอ่านจับใจความสำคัญ ใช้สอนในขั้นกิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนถึงการวัดผล และประเมินผล สำหรับ การนำแบบฝึกไปใช้ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งเวลาเรียนและนอกเวลา หรือทำเป็นการบ้านเพื่อเป็นการฝึกทักษะในการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ
ก่อนการทำแบบฝึกทักษะนักศึกษาควรได้รับคำแนะนำ และคำชี้แจงจากครูให้เข้าใจถึงขั้นตอน และวิธีการทำแบบฝึกทักษะก่อนแล้วจึงลงมือปฏิบัติตามคำชี้แจงในแบบฝึก

ข้อสังเกต

แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจากการอ่าน บางแบบฝึกหัดเป็นคำถามปลายเปิด ดังนั้น แนวการเขียนตอบแสดงความคิดเห็นของนักศึกษาครูผู้สอนควรใช้ดุลยพินิจในการตรวจคำตอบเมื่อตรวจแล้ว ควรแจ้งให้นักศึกษาทราบผลทันทีเพื่อนักศึกษาจะได้มีกำลังใจและครูจะได้นำไปพัฒนาการจัดการเรียนการสอนต่อไป

แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญเพื่อพัฒนาการอ่าน

เรื่อง หลักและวิธีการอ่านจับใจความสำคัญ



จุดประสงค์ของการฝึก
๑. บอกความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญได้
๒. สามารถปฏิบัติตามหลักการอ่านจับใจความสำคัญได้ถูกต้อง
๓. จับใจความจากข้อความที่กำหนดให้อ่านได้ถูกต้อง และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
สาระการเรียนรู้
๑. ความหมายและแนวทางการอ่านจับใจความสำคัญ
๒. หลักการอ่านจับใจความสำคัญ
ลำดับการฝึก
๑. นักศึกษาทำแบบทดสอบก่อนเรียน
๒. นักศึกษาทำแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจากการอ่าน เรื่องหลักและวิธีการอ่านจับใจความสำคัญแล้วตรวจคำตอบ พร้อมเฉลยทีละแบบฝึกหัดจนครบทั้ง ๓ ชุด
๓. ครูสังเกตพฤติกรรมการทำแบบฝึกของนักศึกษา ขณะทำแบบฝึกหัดพร้อมบันทึกผลการสังเกต
๔. นักศึกษาทำแบบทดสอบหลังเรียน
๕. ครูและนักศึกษาร่วมประเมินผลการปฏิบัติงานของนักศึกษาจากการทำแบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
๖. นักศึกษานำผลงานเก็บไว้ในแฟ้มสะสมผลงาน
สื่อประกอบการฝึก
๑. แบบฝึกหัดที่ ๑-๓
๒. ใบความรู้ ที่ ๑-๓


แบบทดสอบก่อนเรียน
หลักและวิธีการอ่านจับใจความสำคัญ

คำชี้แจง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว โดยกาเครื่องหมายกากบาท (x)
ลงในกระดาษคำตอบ

๑. บุคคลในข้อใดไม่มีพื้นฐานในการจับใจความ
ก. ก่อนอ่านหนังสือทุกครั้งเก่งจะต้องศึกษาส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในหนังสือ
ข. น้อยไม่ชอบวรรณคดีไทยเมื่ออ่านเรื่องพระอภัยมณีจึงไม่ค่อยเข้าใจ
ค. แดงอ่านเรื่องลูกชาวนาได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจเพราะเคยช่วยปู่ทำนา
ง. อู่ได้ฉายาว่าหนอนหนังสือเพราะชอบอ่านหนังสือเกือบทุกประเภท

๒. บุคคลในข้อใดสามารถอ่านจับใจความเรื่องแม่ศรีเรือนได้ง่ายที่สุด
ก. ปู่กับย่าของนิดชอบเล่าเรื่องสมัยเด็ก ๆ ของท่านให้ฟัง
ข. หน่อยชอบทำอาหารและขนมอบ เช่น คุ้กกี้ เค้ก
ค. หนูชอบเล่นหม้อข้าวหม้อแกง
ง. ย่าดาได้รับการสอนเรื่องการบ้านการเรือนจากคุณย่าทวด

กล้วยเป็นพืชที่คนไทยรู้จักและนำมาใช้ประโยชน์เป็นเวลานานมากแล้ว กล้วยปลูกง่าย ดูแลง่าย ใบใช้ห่อของ ผลใช้กิน ลำต้นใช้เลี้ยงสัตว์ ดังนั้นเรามาปลูกกล้วยกันดีกว่าจะได้มีกล้วยกินกันทุกโรงเรียน

๓. ใจความสำคัญของข้อความนี้คืออะไร
ก. กล้วยเป็นพืชที่ปลูกง่าย
ข. กล้วยเป็นพืชที่มีประโยชน์มาก
ค. กล้วยสามารถกินได้ทุกโรงเรียน
ง. กล้วยเป็นพืชที่ใช้เลี้ยงสัตว์ได้

ยีราฟเป็นสัตว์ป่า มีขายาวจึงวิ่งเร็ว มันมีคอยาวเหมือนเสาไฟฟ้าจึงมองเห็นได้ไกล ๆ ยีราฟกินใบไม้เป็นอาหาร เรานำยีราฟจากเมืองอื่นมาเลี้ยงไว้ ในสวนสัตว์ เด็ก ๆ ชอบดูยีราฟในสวนสัตว์เพราะมีหน้าตาตลก
๔. ใจความสำคัญของข้อความนี้คืออะไร
ก. ยีราฟเป็นสัตว์ที่มีขายาว
ข. ยีราฟเป็นสัตว์ที่มีหน้าตาตลก
ค. ยีราฟเป็นสัตว์ที่กินใบไม้เป็นอาหาร
ง. ยีราฟเป็นสัตว์ป่า

ดอกไม้ไฟ คือ วัตถุสำหรับจุดในงานต่าง ๆ อาจทำด้วยกระดาษไม้อ้อหรือไม้ไผ่ ดอกไม้ไฟเหล่านี้เมื่อจุดไฟแล้วจะพ่นไฟออกมาในลักษณะต่าง ๆ กันบ้างก็อยู่กับที่ บ้างก็เคลื่อนที่มีสีสันสวยงาม บ้างก็มีเสียงดังมาก เชื่อกันว่าประเพณีจุดดอกไม้ไฟนี้มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นเมืองหลวงของไทย

๕. ใจความสำคัญของข้อความนี้คืออะไร
ก. ดอกไม้ไฟคือวัตถุสำหรับจุดในงานต่าง ๆ
ข. ดอกไม้ไฟทำด้วยกระดาษไม้อ้อหรือไม้ไผ่
ค. ประเพณีจุดดอกไม้ไฟมีตั้งแต่สมัยสุโขทัย
ง. ดอกไม้ไฟเมื่อจุดแล้วจะมีเสียงดังมาก

คนขยันชอบทำงานและหมั่นหาความรู้ เพื่อจะได้ทำงานด้วยความฉลาด และรอบคอบ ดังตัวอย่างป้าแช่ม ป้าแช่มเป็นคนขยันจึงตื่นนอนแต่เช้าทำขนมกล้วย ขนมตาล และข้าวเหนียวสังขยาไปขายที่ตลาดป้าแช่มบอกกับ ใคร ๆ เสมอว่า ถ้าคนเราขยันทำงานมีระเบียบ รู้วิธีทำมาหากิน ก็จะไม่อดตาย

๖. ใจความสำคัญของข้อความนี้คืออะไร
ก. ป้าแช่มเป็นคนขยันจึงตื่นนอนแต่เช้า
ข. คนเราขยันทำงานมีระเบียบ รู้วิธีทำมาหากิน ก็จะไม่อดตาย
ค. ป้าแช่มทำขนมไปขายที่ตลาด
ง. คนขยันทำงานด้วยความฉลาดและรอบคอบ
เด็กผู้ชายชอบเล่นฟุตบอล การเล่นฟุตบอลเป็นการออกกำลังกายที่ดี และเป็นกีฬาที่ฝึกให้เด็กเล่นเป็นหมู่ ผู้เล่นฟุตบอลต้องไม่ทะเลาะกัน ถ้าเราเล่นฟุตบอลแพ้เราก็ต้องยอมรับ และไม่โทษกันว่าใครเล่นไม่ดี เราจึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้มีน้ำใจนักกีฬา

๗. ใจความสำคัญของข้อความนี้คืออะไร
ก. เด็กผู้ชายชอบเล่นฟุตบอล
ข. ผู้เล่นฟุตบอลต้องไม่ทะเลาะกัน
ค. การเล่นฟุตบอลเป็นการออกกำลังกายที่ดี และเป็นกีฬาที่ฝึกให้เด็กเล่นเป็นหมู่
ง. การเล่นแล้วไม่โทษกันแสดงถึงการเป็นผู้มีน้ำใจนักกีฬา
๘. ข้อใดไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการจับใจความ
ก. เมื่ออ่านแล้วสามารถสรุปหรือย่อเรื่องได้
ข. เมื่ออ่านแล้วสามารถปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำได้
ค. เมื่ออ่านแล้วสามารถคาดการณ์ และหาความจริงแสดงข้อคิดเห็น
ง. เมื่ออ่านแล้วสามารถจำคำประพันธ์ชนิดต่างๆได้

๙. ข้อความนี้กล่าวถึงสัตว์ชนิดใด
ก. นกพิราบสีเทา
ข. นกพิราบสีชมพู
ค. นกพิราบสีขาว
ง. นกพิราบพันธุ์ใหม่

๑๐. ข้อความนี้กล่าวถึงสิ่งใดเป็นสำคัญ
ก. อาหารของนกพิราบสีชมพู
ข. ที่อยู่อาศัยของนกพิราบสีชมพู
ค. ประวัติของนกพิราบสีชมพู
ง. ปริมาณจำนวนนกพิราบ

กระดาษคำตอบแบบทดสอบก่อนเรียน
หลักและวิธีการอ่านจับใจความสำคัญ

คำชี้แจง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
โดยกาเครื่องหมายกากบาท (x) ลงในกระดาษคำตอบ
ข้อ ก ข ค ง









๑๐


ใบความรู้ที่ ๑
พื้นฐานการอ่านจับใจความสำคัญ

คำชี้แจง ให้นักศึกษาทำเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในกระดาษคำตอบ ในข้อที่มีนักศึกษาเห็นว่าถูกต้อง
หรือเหมาะสมที่สุด


๑. โดยทั่วไปประโยคใจความสำคัญจะอยู่ส่วนใดของย่อหน้า
ก. ต้นย่อหน้า
ข. กลางย่อหน้า
ค. ส่วนท้ายย่อหน้า
ง. ต้นหรือท้ายย่อหน้า
๒. การอ่านจับใจความและเข้าใจเรื่องที่อ่านอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับคุณสมบัติสำคัญข้อใด
ก. รู้ศัพท์มาก
ข. มีสมาธิในการอ่าน
ค. มีความมุ่งหมายใคร่รู้เรื่อง
ง. อ่านในใจโดยไม่ต้องเคลื่อนไหวริมฝีปาก

คำชี้แจง อ่านเรื่องต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ ๓ - ๗

โปรตีนเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในระยะตั้งครรภ์ความต้องการของโปรตีนจะเพิ่มขึ้น นอกจานี้ระยะการให้นมบุตรความต้องการโปรตีนด้วย ขณะเดียวกันเด็กที่อยู่ในวัยที่กำลังเจริญเติบโตจะมีความต้องการโปรตีนมากกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นอาหารที่มีโปรตีนสูงจึงเป็นอาหารที่ควรได้รับ
อาหารที่มีโปรตีนสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม ถั่วเหลือง เช่น เนื้อไก่ เนื้อเป็ด ปลาทู เนื้อวัวไม่ติดมัน จะมีโปรตีนประมาณ ๒๐ ต่อ ๑๐๐ กรัมของอาหาร ส่วนไข่จะมีโปรตีนประมาณ ๑๓ กรัม ต่อ ๑๐๐ กรัมของอาหาร และถั่วเหลืองเป็นพืชที่มีโปรตีนสูงถึงร้อยละประมาณ ๓๔
การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง โดยเฉพาะคนที่อยู่ในประเทศที่พัฒนาการแล้ว พบว่าได้รับโปรตีนปริมาณสูงกว่าคนในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งคนส่วนใหญ่จะขาดอาหาร การได้รับโปรตีนสูงเกินไปจะไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้ามจะเพิ่มความเสี่ยง เช่น อาจเป็นโรคอ้วน เนื่องจากอาหารที่มีโปรตีนสูงมักจะ
เป็นเนื้อสัตว์ติดมัน ถ้าเป็นเด็กหรือทารกร่างกายไม่สามารถที่จะปรับตัวกับปริมาณโปรตีนสูงๆ ที่กินเข้าไป

การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง จะทำให้กินอาหารอื่นได้น้อยลง โอกาสที่จะทำให้เกิดการขาดสารอาหารชนิดอื่นเป็นไปได้สูง และการกินอาหารที่มีโปรตีนสูงทำให้ร่างกายต้องกินแคลเซียมสูงด้วยเพราะทำให้ร่างกายเพิ่มการกำจัดแคลเซียมออกจากร่างกาย
ดังนั้น การกินอาหารจึงควรมีโปรตีนในปริมาณที่พอเหมาะ
(ขวัญเรือน ปักษ์แรก เดือนสิงหาคม ๒๕๔๖)
๓. ประโยคใจความสำคัญของเรื่องนี้คือข้อใด
ก. การกินอาหารทีมีโปรตีนสูงทำให้อิ่มเร็วขึ้น
ข. ควรกินอาหารที่มีโปรตีนในปริมาณพอเหมาะ
ค. โปรตีนเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต
ง. อาหารที่มีโปรตีนสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม ถั่วเมล็ดแห้ง
๔. ใจความสำคัญของย่อหน้าที่ ๔ คือข้อใด
ก. ร่างกายเพิ่มการกำจัดแคลเซียมได้มากขึ้น
ข. โอกาสขาดสารอาหารชนิดอื่นๆ เป็นไปได้สูง
ค. การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง จะทำให้กินอาหารอื่นได้น้อยลง
ง. การกินอาหารที่มีโปรตีนสูงทำให้ร่างกายต้องกินแคลเซียมสูงด้วย
๕. ข้อใดเรียงลำดับจากเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง
๑) การกินอาหารจึงควรมีโปรตีนในปริมาณที่พอเหมาะ
๒) การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง จะทำให้กินอาหารอื่นได้น้อยลง
๓) การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง ทำให้ร่างกายต้องกินแคลเซียมสูงด้วย
๔) การที่ได้รับโปรตีนสูงเกินไปจะไม่มีประโยชน์ จะเพิ่มความเสี่ยงอาจเป็นโรคอ้วนได้
ก. ๒ ๑ ๔ ๓
ข. ๔ ๒ ๓ ๑
ค. ๑ ๒ ๔ ๓
ง. ๔ ๓ ๒ ๑
๖. จากเนื้อความข้างต้นผู้เขียนมีจุดประสงค์อย่างไร
ก. แนะนำ ข. ชี้แจง
ค. สั่งสอน ง. ให้ข้อคิด

๗. ความคิดสำคัญของเรื่องนี้คืออะไร
ก. สตรีมีครรภ์ควรทานอาหารประเภทโปรตีนมากๆ
ข. ผู้ที่อยู่ในวัยเด็กควรทานอาหารประเภทโปรตีน
ค. ผู้ที่กินอาหารประเภทโปรตีนมากมีโอกาสเป็นโรคอ้วน
ง. โปรตีนเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต

คำชี้แจง อ่านบทความเรื่อง ผูกขวัญ แล้วตอบคำถามข้อ ๘ - ๑๐
การรับขวัญหรือผูกขวัญที่ยังพอมีผู้ปฏิบัติกันอยู่บ้างนั้น คิดว่าเป็นกิจกรรมแบบฉบับที่น่าสนใจและน่านิยมควรแก่การปรับปรุงมาใช้ใหม่ให้กว้างขวางเหมาะสมกับกาลสมัย เพราะเป็นกิจกรรมที่ให้คุณค่าแก่ชีวิตเสริมสุขภาพจิตอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะเสริมสุขภาพจิตและเสริมพัฒนาการของเด็กๆ ผู้ใหญ่ให้ ความรัก ความอบอุ่น แก่ลูกหลานนับแต่เกิดจนสิ้นวัยเรียนอันเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตโอกาสที่เด็กจะมีปัญหาสุขภาพจิตจะน้อยการเมื่อโตขึ้นการผูกขวัญทารกเมื่อแรกเกิด จะจดเวลาตกฟาก วัน เดือน ปีเกิด ของทารกไว้ คำว่า ขวัญ ตามพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง สิ่งหนึ่งที่ไม่มีตัวตน (Unmatter) แต่ประจำวันอยู่ในตัวคนทุกคน ถ้าขวัญอยู่กับตัวจะมีความสุขไม่เป็นทุกข์ ไม่เจ็บไข้ ผู้ใหญ่รับขวัญหรือทำขวัญให้เด็กเมื่อใดบ้าง เมื่อแรกเกิดได้ ๓ วัน เมื่อเกิดได้ครบเดือน เมื่อโกนจุด จะเห็นได้ว่าผู้ใหญ่ให้ความสำคัญแก่เด็กมาก โดยพ่อประกาศตนยอมรับต่อหน้าผู้คน ณ ที่นั้นว่า เขารับทารกเป็นลูกต้องรับผิดชอบเลี้ยงดู
เมื่อทารกมีชีวิตได้ ๓ วัน พ่อแม่ทำขวัญอีกครั้ง เรียกว่า รับขวัญวัน ซึ่งมีพิธีซับซ้อนขึ้นด้วยการบอกเจ้าหน้าที่จัดเครื่องบูชาและเครื่องสังเวย ผูกข้อมือด้วยสายสิญจน์ และเมื่อทารกอายุ ๑ เดือน จะทำขวัญเดือน โดยโกนผมไฟและไว้จุก แกะ หรือโก๊ะ ญาติมิตรจะมาแสดงความยินดี มีพิธีพุทธเมื่อเจริญวัยขึ้นจะซุกซนตามประสาเด็ก เด็กอาจพบสิ่งใดที่ตกใจกลัวเกิดอาการขวัญหนีหรือขวัญหายผู้ใหญ่ก็จะปลอบขวัญหรือขวัญเป็นคราวๆ ไป หรือเป็นไข้หนักเมื่อหายไข้แล้วเกรงไข้จะกลับจึงทำพิธีผูกขวัญประกันไว้ ส่วนในพิธีโกนจุก ซึ่งเป็นพิธีใหญ่ทั้งพุทธและพราหมณ์เด็กจะได้รับการผูกขวัญอีกด้วย อันเป็นการรับขวัญครั้งสุดท้ายในช่วงวัยเด็ก ก่อนจะเข้าสู่วัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ต่อไป
การรับขวัญในโอกาสต่างๆ ตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดช่วงวัยเด็ก เห็นว่า น่าจะเป็นการเสริมพัฒนาการและเสริมสุขภาพจิตของเด็กเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นความเข้าใจชีวิตจิตใจเด็ก เราไม่หวังให้ผู้ใหญ่ในปัจจุบันรับขวัญเด็กดังตัวอย่างที่ยกมานี้ทุกประการ เพียงให้ประยุกต์ภูมิปัญญาผู้ใหญ่สมัยก่อนตามสมควรเท่านั้น
(จิตวิทยา กองสุขภาพจิต กรมการแพทย์)

๘. ข้อใดที่มีลักษณะเป็นข้อคิดเห็น
ก. เมื่อทารกมีอายุหนึ่งเดือน จะทำขวัญเดือนให้โดยโกนผมไฟและไว้จุก
ข. หากเป็นไข้หนัก เมื่อหายแล้ว เกรงไข้กลับจึงทำพิธีผูกขวัญประกันไว้
ค. เมื่อทารกมีชีวิตอยู่ได้ ๓ วัน พ่อแม่จะทำขวัญให้อีกครั้ง เรียกว่า ทำขวัญวัน
ง. การรับขวัญหรือผูกขวัญที่ยังพอมีผู้ปฏิบัติกันอยู่บ้างนั้น คิดว่าเป็นกิจกรรมแบบฉบับที่
น่าสนใจและน่านิยม
๙. ข้อใดมีลักษณะเป็นข้อเท็จจริง
ก. การรับขวัญเด็กในโอกาสต่างๆ เห็นว่าน่าจะเป็นการเสริมพัฒนาการและเสริมสุขภาพจิต
ของเด็กเป็นอย่างดี
ข. เราไม่หวังให้ผู้ใหญ่ในปัจจุบันนี้รับขวัญเด็กดังกล่าวมาทุกประการ เพียงให้ประยุกต์ใช้ตาม
สมควรเท่านั้น
ค. ในพิธีโกนจุกซึ่งเป็นพิธีใหญ่ทั้งพุทธและพราหมณ์เด็กได้รับการผูกขวัญอีก อันเป็นการ
รับขวัญครั้งสุดท้ายในช่วงวัยเด็ก
ง. การรับขวัญหรือผูกขวัญทำให้มองเห็นว่า ผู้ใหญ่ไทยแต่โบราณนั้นให้ ความรัก ความ
อบอุ่น แก่ลูกหลานอย่างผสมผสานลึกซึ้งตลอดช่วงวัยเด็ก
๑๐. ทารกที่มีอายุ ๓ วันพ่อแม่จะทำขวัญเรียกว่าอะไร
ก. การทำขวัญวัน
ข. รับขวัญวัน
ค. รับขวัญไฟ
ง. รับขวัญลูก

ใบความรู้ที่ ๒
หลักและวิธีการอ่านจับใจความสำคัญ


ตัวอย่างการจับใจความสำคัญ
ตัวอย่างที่ ๑
ความสมบูรณ์ของชีวิตมาจากความเข้าใจชีวิตพื้นฐาน คือเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจความเป็นมนุษย์ และความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับธรรมชาติ มีความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติอย่างจริงใจ

ใจความสำคัญ ความสมบูรณ์ของชีวิตมาจากความเข้าใจชีวิตเป็นพื้นฐาน
ตัวอย่างที่ ๒
ความเครียดทำให้เพิ่มฮอร์โมนอะดรีนาลีนในเลือด ทำให้หัวใจเต้นเร็ว เส้นเลือดบีบตัวกล้ามเนื้อเขม็งดึง ระบบย่อยอาหารผิดปกติเกิดอาการปวดหัว ปวดท้อง ใจสั่น แข้งขาอ่อนแรง ความเครียดจึงเป็นตัวการให้แก่เร็ว
ใจความสำคัญ ความเครียดทำให้แก่เร็ว
ตัวอย่างที่ ๓
โดยทั่วไปผักที่ขายตามท้องตลาดส่วนใหญ่เกษตรกรมักใช้สารกำจัดศัตรูพืช หากไม่มีความรอบคอบในการใช้จะทำให้เกิดสารตกค้าง ทำให้มีปัญหาต่อสุขภาพฉะนั้นเมื่อซื้อผักไปรับประทานจึงควรล้างผักด้วยน้ำหลายๆ ครั้ง เพราะจะช่วยกำจัดสารตกค้างไปได้บ้าง บางคนอาจแช่ผักโดยใช้น้ำผสมโซเดียมไบคาร์บอเนตก็ได้ แต่อาจทำให้วิตามินลดลง
ใจความสำคัญ มื่อซื้อผักไปรับประทานจึงควรล้างผักด้วยน้ำหลายๆ ครั้ง
ตัวอย่างที่ ๔
การรักษาศีลเพื่อบังคับตนเองให้มีระเบียบวินัยในการกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น เรามาอยู่วัด มานุ่งขาวห่มขาว ไม่ใช่ถือแต่ศีลแปดข้อเท่านั้นแต่เราต้องนึกว่าศีลนั้นคือความมีระเบียบวินัย เราเดินอย่างมีระเบียบวินัย นั่งอย่างมีระเบียบ กินอย่างมีระเบียบ ทำอะไรก็ทำอย่างมีระเบียบ นั่นเป็นคนที่มีศีล ถ้าเราไม่มีระเบียบ ก็ไม่มีศีล

ใจความสำคัญ การรักษาศีลเพื่อบังคับตนเองให้มีระเบียบวินัยในการกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง

(จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มสำราญ, การใช้ภาษาไทย, ๒๕๔๗. หน้า ๔๕-๔๖)

คำชี้แจง จากข้อความต่อไปนี้ให้นักศึกษาแยกประโยคที่เป็นใจความสำคัญ และส่วนขยาย
ใจความสำคัญ

๑. อุรังอุตังเป็นลิงขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายคน ขนตามลำตัวยาวสีน้ำตาลแดงแขนยาว ขาสั้น
และค่อนข้างเล็ก
ใจความสำคัญ........................................................................................................................
ส่วนขยายใจความสำคัญ........................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๒. การแห่นางแมวเป็นประเพณีการละเล่นพื้นบ้านของไทย ใช้เล่นในเวลาที่ฝนไม่ตกตามฤดูกาล
อากาศร้อนแห้งแล้ง
ใจความสำคัญ..........................................................................................................................
ส่วนขยายใจความสำคัญ........................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๓. คนนิยมใช้ผ้าไหมทำเครื่องแต่งกาย เพราะมีเนื้อเป็นมันสีสวยสะดุดตา
ใจความสำคัญ........................................................................................................................
ส่วนขยายใจความสำคัญ........................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๔. พิธีไหว้ครูเป็นพิธีที่ดีงาม ทุกต้นปีการศึกษา แต่ละโรงเรียนจะจัดให้มีพิธีไหว้ครูขึ้น เพื่อให้ศิษย์
ได้กราบไหว้ ระลึกถึงพระคุณของครูและเพื่อปลูกจิตสำนึกให้รู้ว่า การที่เราจะเป็นคนดี มีวิชา
เลี้ยงตัวได้นั้น ก็ด้วยพระคุณของครูทั้งสิ้น
ใจความสำคัญ........................................................................................................................
ส่วนขยายใจความสำคัญ........................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๕. การคบมิตรถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเรา เพราะมิตรสามารถช่วยคลายทุกข์โศกได้ แต่มิตรที่ดีนั้น
หายากนัก เราต้องขวนขวายหา ถึงแม้มีเพียงหนึ่งดีกว่า มีเพื่อนที่ริษยาเป็นร้อย
ใจความสำคัญ........................................................................................................................
ส่วนขยายใจความสำคัญ........................................................................................................
.............................................................................................................................................................

๑. การอ่านจับใจความสำคัญของเรื่องใดเรื่องหนึ่งควรเริ่มจากการอ่านจับใจความสำคัญในแต่ละย่อ
หน้าให้ถูกต้องแม่นยำเสียก่อน ถ้าเครื่องไหนมีหลายย่อหน้าแสดงว่ามีหลายใจความสำคัญ เมื่อ
นำประเด็นสำคัญในแต่ละย่อหน้ามาพิจารณารวมกันแล้วจะทำให้จับแก่นเรื่องได้ง่ายขึ้น
๒. ใจความสำคัญแต่ละย่อหน้า หมายถึงข้อความที่มีสาระคลุมข้อความอื่นๆในย่อหน้านั้นไว้
ทั้งหมดเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสื่อให้ผู้อ่านรู้ในย่อหน้านั้นๆ
๓. ใจความสำคัญในแต่ละย่อหน้า ส่วนมากมักอยู่ในประโยคใดประโยคหนึ่ง โดยมีข้อสังเกตดังนี้
๓.๑ ประโยคต้นย่อหน้า เป็นจุดที่พบใจความสำคัญของเรื่องมากที่สุด เพราะส่วนมากผู้เขียน
จะบอกประเด็น สำคัญแล้วค่อยขยายความ
๓.๒ ประโยคตอนท้ายย่อหน้า เป็นจุดที่พบใจความสำคัญรองลงมาจากประโยคต้นย่อหน้า
โดยผู้เขียนจะบอกรายละเอียดย่อๆ มาก่อนแล้วสรุปให้ในตอนท้าย
๓.๓ ประโยคกลางย่อหน้า เป็นจุดที่ค้นหาใจความสำคัญได้ยากที่สุด เพราะจะต้องเปรียบเทียบ
สาระที่สำคัญที่สุดว่าอยู่ที่ประโยคไหน
๓.๔ ไม่ปรากฏชัดเจนที่ใดที่หนึ่ง ในข้อนี้เราต้องอ่านโดยรวมแล้วสรุปเนื้อหาทั้งหมดเพื่อให้ได้
ใจความสำคัญ


ตัวอย่างวิธีการอ่านจับใจความ

ตัวอย่างที่ ๑
การรดน้ำต้นไม้ หรือสนามหญ้า ควรจะรดช่วงเช้าหรือช่วงเย็นมากกว่า เพราะเวลาเที่ยง หรือช่วงแดดจ้า จะทำให้น้ำร้อยละ ๕๐ ระเหยไปในอากาศ หรือให้ต้นไม้ได้ใช้เพียงครึ่งเดียว เท่านั้น

ใคร / อะไร : การรดน้ำต้นไม้หรือสนามหญ้า
อย่างไร : ควรรดช่วงเช้าหรือช่วงเย็น
เพราะอะไร : เวลาเที่ยง หรือแดดจ้า ต้นไม้จะได้น้ำเพียงครึ่งเดียว
ใจความสำคัญ : การรดน้ำต้นไม้หรือ สนามหญ้า ควรรดช่วงเช้าหรือช่วงเย็น เพราะเวลาเที่ยงหรือแดดจ้า ต้นไม้จะได้น้ำเพียงครึ่งเดียว

ตัวอย่างที่ ๒
บ้านในชนบท มักจะปลูกต้นไผ่ทำเป็นรั้วบ้าน เพราะไม้ไผ่มีหนาม ป้องกันขโมยได้ดี เมืองในสมัยโบราณนั้นยังไม่มีกำแพงเพชร เขาก็ปลูกต้นไผ่ทำเป็นรั้วไว้ก็มี

ใคร / อะไร : บ้านในชนบท
ทำอะไร : ปลูกต้นไม้
ทำไม : เป็นรั้วบ้าน กันขโมยได้
เพราะอะไร : ต้นไผ่มีหนาม
ใจความสำคัญ : บ้านในชนบท ปลูกต้นไม้ไผ่เป็นรั้วบ้านกันขโมยได้
เพราะต้นไผ่มีหนาม

แบบทดสอบหลังเรียน
เรื่อง หลักและวิธีการอ่านจับใจความสำคัญ


คำชี้แจง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว โดยกาเครื่องหมายกากบาท (x)
ลงในกระดาษคำตอบ

๑. ข้อใดไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการจับใจความ
ก. เมื่ออ่านแล้วสามารถสรุปหรือย่อเรื่องได้
ข. เมื่ออ่านแล้วสามารถปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำได้
ค. เมื่ออ่านแล้วสามารถคาดการณ์ และหาความจริงแสดงข้อคิดเห็น
ง. เมื่ออ่านแล้วสามารถจำคำประพันธ์ชนิดต่างๆได้

๒. บุคคลในข้อใดสามารถอ่านจับใจความเรื่องแม่ศรีเรือนได้ง่ายที่สุด
ก. ปู่กับย่าของนิดชอบเล่าเรื่องสมัยเด็ก ๆ ของท่านให้ฟัง
ข. หน่อยชอบทำอาหารและขนมอบ เช่น คุ้กกี้ เค้ก
ค. หนูชอบเล่นหม้อข้าวหม้อแกง
ง. ย่าดาได้รับการสอนเรื่องการบ้านการเรือนจากคุณย่าทวด

๓. บุคคลในข้อใดไม่มีพื้นฐานในการจับใจความ
ก. ก่อนอ่านหนังสือทุกครั้งเก่งจะต้องศึกษาส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในหนังสือ
ข. น้อยไม่ชอบวรรณคดีไทยเมื่ออ่านเรื่องพระอภัยมณีจึงไม่ค่อยเข้าใจ
ค. แดงอ่านเรื่องลูกชาวนาได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจเพราะเคยช่วยปู่ทำนา
ง. อู่ได้ฉายาว่าหนอนหนังสือเพราะชอบอ่านหนังสือเกือบทุกประเภท

อ่านเรื่องต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อที่ ๔ - ๕
นกพิราบสีชมพูมีถิ่นฐานอยู่บนเกาะมอริตัสในทวีปแอฟริกา อาศัยอยู่ในป่าละเมาะ อาหารของพวกมันคือดอกไม้ ผลไม้ และเมล็ดพืชเล็กๆ นกพิราบสีชมพูมีจำนวนลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องมาจากการล่าของมนุษย์ ปัจจุบันนกพิราบสีชมพูมีอยู่ในป่าประมาณ ๒๕ ตัว และในสวนสัตว์ประมาณ ๒ ตัว

๔. ข้อความนี้กล่าวถึงสัตว์ชนิดใด
ก. นกพิราบสีเทา
ข. นกพิราบสีชมพู
ค. นกพิราบสีขาว
ง. นกพิราบพันธุ์ใหม่

๕. ข้อความนี้กล่าวถึงสิ่งใดเป็นสำคัญ
ก. อาหารของนกพิราบสีชมพู
ข. ที่อยู่อาศัยของนกพิราบสีชมพู
ค. ประวัติของนกพิราบสีชมพู
ง. ปริมาณจำนวนนกพิราบ

กล้วยเป็นพืชที่คนไทยรู้จักและนำมาใช้ประโยชน์เป็นเวลานานมากแล้ว กล้วยปลูกง่าย ดูแลง่าย ใบใช้ห่อของ ผลใช้กิน ลำต้นใช้เลี้ยงสัตว์ ดังนั้นเรามาปลูกกล้วยกันดีกว่าจะได้มีกล้วยกินกันทุกโรงเรียน

๖. ใจความสำคัญของข้อความนี้คืออะไร
ก. กล้วยเป็นพืชที่ปลูกง่าย
ข. กล้วยเป็นพืชที่มีประโยชน์มาก
ค. กล้วยสามารถกินได้ทุกโรงเรียน
ง. กล้วยเป็นพืชที่ใช้เลี้ยงสัตว์ได้

คนขยันชอบทำงานและหมั่นหาความรู้ เพื่อจะได้ทำงานด้วยความฉลาด และรอบคอบ ดังตัวอย่างป้าแช่ม ป้าแช่มเป็นคนขยันจึงตื่นนอนแต่เช้าทำขนมกล้วย ขนมตาล และข้าวเหนียวสังขยาไปขายที่ตลาดป้าแช่มบอกกับ ใคร ๆ เสมอว่า ถ้าคนเราขยันทำงานมีระเบียบ รู้วิธีทำมาหากิน ก็จะไม่อดตาย

๗. ใจความสำคัญของข้อความนี้คืออะไร
ก. ป้าแช่มเป็นคนขยันจึงตื่นนอนแต่เช้า
ข. คนเราขยันทำงานมีระเบียบ รู้วิธีทำมาหากิน ก็จะไม่อดตาย
ค. ป้าแช่มทำขนมไปขายที่ตลาด
ง. คนขยันทำงานด้วยความฉลาดและรอบคอบ

ยีราฟเป็นสัตว์ป่า มีขายาวจึงวิ่งเร็ว มันมีคอยาวเหมือนเสาไฟฟ้าจึงมองเห็นได้ไกล ๆ ยีราฟกินใบไม้เป็นอาหาร เรานำยีราฟจากเมืองอื่นมาเลี้ยงไว้ ในสวนสัตว์ เด็ก ๆ ชอบดูยีราฟในสวนสัตว์เพราะมีหน้าตาตลก

๘. ใจความสำคัญของข้อความนี้คืออะไร
ก. ยีราฟเป็นสัตว์ที่มีขายาว
ข. ยีราฟเป็นสัตว์ที่มีหน้าตาตลก
ค. ยีราฟเป็นสัตว์ที่กินใบไม้เป็นอาหาร
ง. ยีราฟเป็นสัตว์ป่า

ดอกไม้ไฟ คือ วัตถุสำหรับจุดในงานต่าง ๆ อาจทำด้วยกระดาษไม้อ้อหรือไม้ไผ่ ดอกไม้ไฟเหล่านี้เมื่อจุดไฟแล้วจะพ่นไฟออกมาในลักษณะต่าง ๆ กันบ้างก็อยู่กับที่ บ้างก็เคลื่อนที่มีสีสันสวยงาม บ้างก็มีเสียงดังมาก เชื่อกันว่าประเพณีจุดดอกไม้ไฟนี้มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นเมืองหลวงของไทย

๙. ใจความสำคัญของข้อความนี้คืออะไร
ก. ดอกไม้ไฟคือวัตถุสำหรับจุดในงานต่าง ๆ
ข. ดอกไม้ไฟทำด้วยกระดาษไม้อ้อหรือไม้ไผ่
ค. ประเพณีจุดดอกไม้ไฟมีตั้งแต่สมัยสุโขทัย
ง. ดอกไม้ไฟเมื่อจุดแล้วจะมีเสียงดังมาก

เด็กผู้ชายชอบเล่นฟุตบอล การเล่นฟุตบอลเป็นการออกกำลังกายที่ดี และเป็นกีฬาที่ฝึกให้เด็กเล่นเป็นหมู่ ผู้เล่นฟุตบอลต้องไม่ทะเลาะกัน ถ้าเราเล่นฟุตบอลแพ้เราก็ต้องยอมรับ และไม่โทษกันว่าใครเล่นไม่ดี เราจึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้มีน้ำใจนักกีฬา

๑๐. ใจความสำคัญของข้อความนี้คืออะไร
ก. เด็กผู้ชายชอบเล่นฟุตบอล
ข. ผู้เล่นฟุตบอลต้องไม่ทะเลาะกัน
ค. การเล่นฟุตบอลเป็นการออกกำลังกายที่ดี และเป็นกีฬาที่ฝึกให้เด็กเล่นเป็นหมู่
ง. การเล่นแล้วไม่โทษกันแสดงถึงการเป็นผู้มีน้ำใจนักกีฬา


กระดาษคำตอบแบบทดสอบหลังเรียน
หลักและวิธีการอ่านจับใจความสำคัญ


คำชี้แจง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
โดยกาเครื่องหมายกากบาท (x) ลงในกระดาษคำตอบ
ข้อ ก ข ค ง









๑๐


เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
แบบฝึกชุดที่ ๑
หลักและวิธีการอ่านจับใจความสำคัญ


ข้อที่ ก่อนเรียน
๑ ข
๒ ง
๓ ค
๔ ก
๕ ก
๖ ข
๗ ง
๘ ก
๙ ข
๑๐ ค


เฉลยแบบฝึกหัดที่ ๑

ข้อที่ คำตอบ
๑ ก
๒ ก
๓ ค
๔ ค
๕ ง
๖ ข
๗ ง
๘ ง
๙ ค
๑๐ ข


เฉลยแบบฝึกหัดที่ ๒


๑. ใจความสำคัญ อุรังอุตังเป็นลิงขนาดใหญ่
ส่วนขยายใจความสำคัญ มีรูปร่างคล้ายคน ขนตามตัวยาวสีน้ำตาลแดง แขนยาย ขาสั้นและ
ค่อนข้างเล็ก
๒. ใจความสำคัญ การแห่นางแมวเป็นประเพณีการละเล่นพื้นบ้านของไทย
ส่วนขยายใจความสำคัญ ใช้เล่นในเวลาที่ฝนไม่ตกตามฤดูกาล อากาศร้อนและแห้งแล้ง
๓. ใจความสำคัญ คนนิยมใช้ผ้าไหมทำเครื่องแต่งกาย
ส่วนขยายใจความสำคัญ เพราะผ้าไหมมีเนื้อเป็นมันสีสวยสะดุดตา
๔. ใจความสำคัญ พิธีไหว้ครูเป็นพิธีที่ดีงาม
ส่วนขยายใจความสำคัญ โรงเรียนจะจัดให้มีพิธีขึ้น เพื่อให้ศิษย์ได้กราบไหว้ระลึกถึงพระคุณ
ของครูและเพื่อปลูกจิตสำนึก
๕. ใจความสำคัญ การคบมิตรถือเป็นสิ่งจำเป็น
ส่วนขยายใจความสำคัญ มิตรสหายช่วยคลายทุกข์โศกได้


เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน
แบบฝึกชุดที่ ๑
หลักและกลวิธีการอ่านจับใจความสำคัญ


ข้อที่ หลังเรียน
๑ ก
๒ ง
๓ ข
๔ ข
๕ ค
๖ ค
๗ ข
๘ ก
๙ ก
๑๐ ง


การวิเคราะห์ข้อมูล
เปรียบเทียบผลก่อนเรียนและหลังเรียน ( N=15 )

นักศึกษาคนที่ คะแนนก่อนเรียน
(x1) คะแนนหลังเรียน
(x2) คะแนนความก้าวหน้า
( x1-x2)
นักศึกษาคนที่ คะแนนก่อนเรียน
(x1) คะแนนหลังเรียน
(x2) คะแนนความก้าวหน้า
( x1-x2)
1 4 8 +4
2 4 7 +3
3 4 8 +4
4 5 9 +4
5 4 7 +3
6 4 7 +3
7 3 8 +5
8 4 8 +4
9 4 8 +4
10 3 7 +4
11 3 8 +5
12 4 8 +4
13 4 9 +5
14 3 8 +5
15 4 8 +4
คะแนนรวม 57 116 +59
คะแนนเฉลี่ย3.80 7.73 3.93

กำหนดการแปรผลความก้าวของผู้เรียนรู้ หรือผลการพัฒนาไว้ที่ร้อยละ 20 หรือ 25 ขึ้นไป
ร้อยละของคะแนนความก้าวหน้าของผลการเรียนรู้
รายบุคคล

คะแนนหลังเรียน (x2) – คะแนนก่อนเรียน (x2) ×100
คะแนนเต็ม


ร้อยความก้าวหน้า = 7.73-3.80 ×100
10